[Lecture 4] AI and Deep Learning: Neural Network (Theory)
Theory for Neural Network. :)
Theory for Neural Network. :)
Updated Facebook Login Function for 2.js in the Lecture 12.
https://gist.github.com/kobkrit/6ed60d963c343331e9f76c73d82dcd25
React ถูกใช้ด้วย Developer มากกว่า 500,000 กว่าคน (นับโดยจำนวนคนโหลด React Developer Tools Plugins ใน Chrome
React-Native ถูกใช้ใน Production App หลากหลาย App ดังข้างล่าง โดยเฉพาะ Facebook ที่ทุกคนใช้กันอยู่ ตอนแรกทีม Facebook ถกกันว่าจะเขียนใหม่ด้วย React-Native ทั้งหมดดีไหม แต่ทีมคิดว่าการเขียนใหม่ เป็นการลงทุนที่มากเกินไป ได้ไม่คุ้มเสีย แต่การเขียนด้วย React-Native ก็ย่อมดีกว่าเขียนด้วย Native อยู่แล้ว จึงได้ข้อสรุปว่าจะเริ่มเอา React-Native มาใช้ทดแทน Native code (Incrementally adopt) ในตัวแอพ Facebook หลักไปเรื่อยๆ
แต่ก่อน
ตัวใหม่
2. ใช้ Declarative View ไม่ต้อง Complie App ให้เสียเวลาอีกต่อไปแล้ว เป็นอิสระต่อ Xcode และ Android Studio แบบเต็มตัว ดูได้ต่อใน Create-React-Native-App
3. Cross-App Development เมื่อ Facebook และ Instagram สามารถ Share code กันได้
จริงๆแล้ว เราก็คล้ายๆกัน ต่างกันนิดหน่อย ทำไมไม่มาใช้โค้ดร่วมกันละ
สรุป 3 สิ่งเด็ดๆ
React-Native-Interactable เป็น Declarative Physic Engine สำหรับ React-Native สามารถทำให้เราสร้าง Animation ใน React-Native ได้ถึง 60FPS Support มี Animation ที่หลากหลายให้เราเลือกใช้
ปกติ React-Native จะกระตุกเพราะว่า มี Animation อะไรซักอย่างทีต้องวิ่งผ่าน Bridge ที่คุยกันระหว่าง Native กับ JS ทำให้ Bridge มัน Busy, App ก็ Lag กันไป
กดที วิ่งผ่าน Bridge ที
ตัวนี้แก้ปัญหา โดยการให้กำหนด Physic Property (Declare Interaction) มาจากฝั่ง JS มาให้ Native เลย แล้วให้ Native คำนวณการอัพเดท Animation ไปได้เลย ไม่ต้องวิ่งผ่าน Bridge อีก
Bridge ก็โล่ง แอพก็เร็วปื๊ด ทันที
ตัวอย่าง Interaction Declarion
แนะนำให้ลองใช้ React-Native App ของคุณ ราศีจับขึ้นทันที
ลองทดสอบ Performance ได้ที่นี่
อันนี้เด็ดสุดในงาน
บริษัท Exponent ออก Create-React-Native-App เลียนแบบ Create-React-App ของ Dan Abramov ที่เด็ดก็คือ ใช้แค่ NodeJS ในการพัฒนาทั้งหมด ซึ่งก็หมายความว่า เราสามารถใช้ Windows พัฒนา iOS App ได้แล้ววว
เมื่อรันเสร็จก็จะได้ QR Code อันนี้มา ในมือถือทั้ง iOS และ Android ลงแอพชื่อ Expo เสร็จแล้ว Scan QR Code นี้ก็จะเห็น App รัน On-the-fly แบบ Realtime แบบ Hot Reloading เปลี่ยนแปลงตามโค้ดที่เราพัฒนาได้เลยทันที (ขออย่างเดียว ขอให้อยู่ใน Wifi เดียวกันเท่านั้น)
สบายขึ้นเยอะ
ดังภาพ ไม่ต้องมีสายแล้วนะจะ Line Free
Expo บอกว่าไม่ได้มาเล่นๆ Support Native Library ทั้งหลายแหล่ด้วยจ้า
จากเครื่องเปล่าๆ 5 นาที ใช้พัฒนา App ได้เลย ต่อจากนี้ผมจะสอน นักศึกษาได้ง่ายขึ้นแล้ว ไม่ต้องมานั่งลงเป็น 1–2 ชม. อีกต่อไป
ปีนี้ค่อนข้างเด็ด แต่ยังขาด Day 2 อีกวัน รออัพเดทพรุ่งนี้จ้า
6
Can not type password here T_T
$ npm install react-native-keyboard-spacer**import KeyboardSpacer from 'react-native-keyboard-spacer';** class LoginScreen extends React.Component {
...render() {
...
return (
<View style={Styles.container}>
<View style={Styles.yourOldContainerView}>
</View>
**< KeyboardSpacer />**
</View>
);
}
Done.
**import DismissKeyboard from 'dismissKeyboard';** class LoginScreen extends React.Component {
...render() {
...
return (
**< TouchableWithoutFeedback onPress={()=>{DismissKeyboard()}}>** <View style={Styles.container}>
<View style={Styles.yourOldContainerView}>
</View>
<KeyboardSpacer />
</View>** </TouchableWithoutFeedback>**
);
}
Done.
Easy right?
1
ช่วงตั้งแต่กลางปี 2016 เป็นต้นมา จากที่ผมได้มีโอกาสพบปะกับคนที่ทำธุรกิจหลากหลายสาขา ตั้งแต่ธุรกิจระดับมหาชน และเล็กลงไปยังถึงขนาดบริษัท Startup ที่เปิดใหม่ ผมเริ่มจับจุดสังเกตได้ว่า บริษัทหนึ่งๆที่จู่ๆ ก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมหาศาล และมีลูกค้าประทับใจจนบอกต่อ มักจะมีฝ่ายขายและฝ่ายบริการลูกค้า เริ่มต้นใช้ซอฟต์แวร์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) อย่างเช่น Salesforce, Zoho, Pipedrive, Insightly, Microsoft Dynamic CRM หรือ Sugar CRM ไม่เจ้าใดก็เจ้าหนึ่ง
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ทำไม CRM ถึงช่วยธุรกิจได้มากขนาดนี้?? จริงหรือ?? โม้หรือเปล่า?? ในวันนี้ เราจะมาหาคำตอบกันครับ เราจะมาลองเข้าใจความสามารถของมันกัน ผ่านจากการทดลองใช้จริง โดยผมจะสอนวิธีการใช้ Salesforce ซอฟต์แวร์ CRM ที่มี Market-Share มากที่สุดถึง 35%¹ แบบ Step-by-Step ให้ทุกท่านลองสัมผัสความสามารถของมัน ผ่านการลองทำตามด้วยตัวเองครับ
http://www.proveho.ca/wp-content/uploads/2015/11/Customer-Relationship-Management.jpg
CRM ย่อมาจาก Customer Relationship Management แปลตรงตัวก็คือระบบบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้า คือชุดซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อที่จะติดตาม การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้า ทำให้พนักงานผู้ให้บริการมีข้อมูลครบถ้วนในการให้บริการ ทำให้ลูกค้าประทับใจในความถูกต้องและรวดเร็วในบริการ และทำให้ลูกค้ามีความจงรักภักดีต่อองค์กร
แน่นอน! มันเป็นเครื่องมือที่คอยประสานงานระหว่างพนักงานขายของบริษัท ทำให้การทำงานรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โอกาสที่จะทำงานผิดพลาดลดลง ซึ่งหมายถึงทำให้บริการดีขึ้น ก็หมายถึงลูกค้าประทับใจมากขึ้น ก็หมายถึงการปิดดิลที่มากขึ้น ก็หมายถึงยอดขายที่มากขึ้น ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากช่วยทำให้การทำงานง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยเก็บสถิติทางความสามารถทางการขายและการช่วยเหลือลูกค้าของบริษัท รู้ว่าอัตราที่จะขายสำเร็จ (Activation Rate) มีเท่าไร่ เดือนนี้เราจะได้ขายได้ประมาณกี่บาท 3–4 เดือนที่แล้วเป็นอย่างไร เทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้เราดีขึ้นหรือแย่ลง ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำหรือไม่ (Retention Rate) มากแค่ไหน Campaing Promotion ตัวไหนได้ผลบ้าง หากทำแล้ว ROI จะออกมาดีหรือไม่ เป็นต้น
บางระบบ CRM มีระบบ AI ช่วยประเมินให้ด้วยว่า สิ้นปีนี้น่าจะมียอดขายเท่าไร่ จากการเก็บข้อมูลเพียงไม่กี่เดือนแรก ทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถวัดผลและมีข้อมูลในการตัดสินใจทำการใดๆได้ หากมันกำลังจะแย่ ก็สามารถแก้เกมได้อย่างรวดเร็ว
CRM คือเครื่องมือวัดผลการทำงานของพนักงานขายอย่างแท้จริง เราจะรู้หมดว่าวันวันหนึ่ง Sale แต่ละคนทำงานอะไรบ้าง Sale คนไหนขี้เกียจ, Sale คนไหนขยัน, Sale คนไหนทำยอดได้สูงที่สุด เป็นข้อมูลหลักในการพิจารณาการเลื่อนขั้นหรือโบนัสได้อย่างโปร่งใสและชัดเจน
Salesforce คือโปรแกรม CRM แบบ SASS บน Cloud ที่มีชื่อเสียงมาก มีความสามารถครบถ้วนที่สุด ได้รับการยอมรับว่าเป็นที่หนึ่งของโลกในซอฟต์แวร์ประเภทนี้ แต่ราคาก็แพงสุดยอดด้วยเช่นกัน
เข้าไปที่ https://login.salesforce.com/ แล้วกรอก Username และ Password ที่ได้รับจากที่บริษัทที่ท่านทำงาน หรือไม่หากยังไม่มี Account ก็เข้าไปสมัครลองใช้ฟรี 1 เดือนได้ที่ https://www.salesforce.com/
Lead คือคลังรายชื่อของคนหรือบริษัทที่สนใจจะมีปฏิสัมพันธ์กับเรา อาจจะเป็นที่ทางเรายังไม่เคยได้ติดต่อหรือรู้จักกันมาก่อน หรือเรียกว่า “เพื่อนใหม่” นั่นเอง ตัวอย่าง Leads ที่เข้าใจง่ายได้ที่สุดก็คือ รายชื่อคนกรอกแบบฟอร์มอะไรซักอย่างในเว็บไซด์ของเรา หรือคนที่คุณเจอในงานแสดงสินค้า
คนคนหนึ่งอาจจะเป็นหลายๆ Leads ที่ซ้ำซ้อนในระบบก็ได้ เราไม่สนใจ เราจะเก็บอยู่ใน Lead นี่แหละ เป็นคลังให้เราเริ่มต้นของเรา Lead คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เมื่อไร่เมื่อทีมงานของเราได้ปฏิสัมพันธ์กับ Lead แล้วพบว่าคนที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วย จะได้มีปฏิสัมพันธ์กันต่อไป ก็จะถูกบันทึกเป็น Accounts หรือ Contacts หรือหากสนใจจะมีการจะซื้อจะขาย การซื้อขายนั้นๆก็จะกลายเป็น Opportunity ต่อไป
Accounts และ Contacts คือกลุ่มเพื่อนที่เราได้เคยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันมาก่อน หรือ “เป็นเพื่อน” กันเรียบร้อยแล้ว โดยที่ Accounts นั้นสำหรับเก็บรายชื่อบริษัทหรือหน่วยงาน ส่วน Contacts นั้นเก็บรายชื่อบุคคลที่ทำงานอยู่ภายใต้บริษัทนั้นๆ
ความสัมพันธ์ระหว่าง Contacts และ Accounts ก็คือ Contacts นั้นจะทำงานอยู่ภายใต้ Accounts หนึ่งๆ หรืออยู่ภายใต้หลาย Accounts ก็ได้ (หากหนึ่งคนทำงานภายใต้หลายบริษัท) จึงต้องมีการดีไซน์ให้แยกส่วนกันชัดเจน
เมื่อทางบริษัทได้คุยกับเพื่อนใหม่หรือเพื่อนคู่ค้าที่เรารู้จักกันมานานแล้วก็ตาม แล้วปรากฎว่ามีโอกาสที่จะได้ขายของให้แก่คู่ค้าคนนี้ เราก็ต้องทำการบันทึก Opportunities ซึ่งคือโอกาสที่เราจะได้ขายของให้ลูกค้า เข้าสู่ระบบ Salesforce
การบันทึกดิลข้อมูลดิลที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบ Salesforce นั้นช่วยเราได้หลายอย่าง อาทิเช่น วันที่แล้วพนักงานคนนึงรับออเดอร์ลูกค้าไว้ ปรากฎว่าวันนี้ป่วย แล้วลูกค้าโทรเข้ามา พนักงานอีกคนนึงเข้ามารับงานต่อ ก็สามารถอ่านดิลที่บันทึกไว้ในระบบได้และสานต่องานได้ทันที
ยิ่งกว่านั้น การที่เราเอาดิลเข้าระบบนั้น ต้องระบุว่าดิลนี้อยู่ในช่วงชีวิตใดของการขาย จากช่วงชีวิตการขายทั้งหมด (Sale Pipeline) ซึ่งจากข้อมูลนี้ทำให้เราสามารถประเมิน (คาดเดา) ยอดขายรวมที่จะถึงในสิ้นเดือนได้แม่นยำมากขึ้น
นอกจากนี้เรายังสามารถ Link Opportunities เข้ากับ Campaigns (แคมเปญกระตุ้นยอดขายได้) ทำให้เรารู้ว่า Campaigns ไหนได้ผลหรือไม่ได้ผลบ้าง
สุดท้าย Salesforce สามารถให้เราสร้างใบเสนอราคา (Quotation) จากข้อมูล Opportunities ได้ทันที ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลสินค้า (Products) ที่เราป้อนเข้าไปในระบบล่วงหน้านี้ก่อนได้อีกด้วย
คอนเซ็ปที่สำคัญที่สุดของการใช้ CRM คือสามารถแยก Lead กับ Opportunityให้เป็น หากแยกเป็นแล้ว CRM มันจะช่วยเราได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
Lead — เพื่อนใหม่
Accounts — รายชื่อเพื่อนที่เป็นบริษัท
Contacts — รายชื่อเพื่อนที่เป็นบุคคล
Opportunities — โอกาสที่จะขาย
Pipeline — ช่วงชีวิตการชาย
Campaigns — แคมเปญกระตุ้นยอดขาย
Products — รายชื่อสินค้าและบริการ
Quotations — ใบเสนอราคา
Salesforce มีหน้าจอ 2 แบบนะรู้ยัง?
เมื่อล็อกอินแล้วเว็บก็จะพาท่านเข้าสู้หน้า Lightning เป็นหน้าจอใหม่ของ Salesforce หน้าตาดู Modern มากส่วนหน้าจอแบบเก่าของ Salesforce จะถูกเรียกว่า Salesforce Classic หน้าตามันดูเก่าๆหน่อย ต่อจากนี้เราจะใช้หน้าตา Salesforce Lightning เป็นหลักนะครับ
หน้าจอ Salesforce Lightning
หน้าจอ Salesforce Classic
หากอยากเปลี่ยนหน้าตาก็ไปที่มุมบนขวา ที่มันมีรูปการ์ตูนเป็นตัวคนอยู่ในวงกลมนั้นแหละ คลิ๊กแล้วเลือก “Switch to Salesforce Classic”
วิธีการเปลี่ยน
หากอยากเปลี่ยนกลับจากหน้า Salesforce Classic ก็คลิ๊กที่ชื่อของตัวเองแล้วเลือก “Switch to Lightning Experience” ได้เลยครับ
เมนูใน Saleforce ด้านซ้าย
มองได้ด้านบนๆของหน้าจอ ท่านก็จะเจอกับ แถบเมนูอย่างเยอะของ Salesforce แต่ไม่ต้องตกใจไป มันมีหน้าที่ของมันชัดเจน ซึ่งจะอธิบาย ณ บัดนี้
หน้า Home
เมนูใน Saleforce ด้านขวา
9. หน้า Tasks เอาไว้บริหารจัดการ การมอบหมายงานให้เซลล์ของบริษัทต้องทำ แน่นอน หากคุณเป็นเซลล์ของบริษัทล่ะก็ (จะเป็นหน้า ที่คุณเกลียดที่สุด ฮ่าๆ) เข้ามาดูงานที่ตัวเองต้องที่หน้านี้ได้เลย! ตัวอย่าง Tasks ที่เห็นชัดๆก็คือ “เตรียมใบเสนอราคา” ให้ลูกค้า หรือ “เขียน TOR” ให้ลูกค้าเป็นต้นจ๊ะ
ถ้าจะให้กล่าวแบบโดยทั่วไปก็คือ Tasks คืองานที่พนักงานขายที่ได้รับมอบหมายให้ทำ และมักจะถูกผูกกับ Opportunity เป้าหมายของมันคือ เพื่อผลักดันให้ Opportunity นั้นๆ สำเร็จ (ปิดการขายได้จ๊ะ)
10. หน้า Notes เอาไว้บันทึกข้อมูลต่างๆ หน้าตามันเหมือนโปรแกรม Words มักจะถูกผูกกับ Opportunity เป็นโน๊ตข้อมูลประกอบให้กับ Opportunity จ๊ะ อยากจะบันทึกอะไรเยอะๆ ยัดไปที่ Notes ได้เลย
11. หน้า Calendars เอาไว้บริหารจัดการและแสดงผล Events ต่างๆ ที่เราต้องเข้าร่วมเพื่อจะได้ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด อาทิเช่น เข้าร่วมประชุมกับลูกค้าที่ตึก FYI เวลา 09.00–12.00 วันที่ 7 มกราคม
Event จะหมายถึงงานที่เซลล์อย่างเราต้องเข้าไปร่วม โดยที่ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรไป หากต้องเตรียมตัวอะไรไปต้องแยกงานการเตรียมตัวนั้นใส่ใน Tasks แทนจ๊ะ
หน้าจอ Calendar
12. หน้า Groups ใช้จัดกลุ่มระหว่าง Sales ด้วยกันเอง มีหน้าตาเหมือน Groups ใน Facebook เลย อาทิเช่นตั้ง Sales Group นี้เป็น “ทีมกระเบื้อง” เวลามีข่าวสารอะไรที่เกี่ยวกับลูกค้ากระเบื้อง และอยากให้ทั้งกลุ่มรู้เรื่อง แต่ Post แปะที่กลุ่มได้เลย
13. หน้า Reports ใช้ออก Report สถิติต่างๆเป็นรูปแบบตาราง
14. หน้า Files บริหารจัดการ ดู และบันทึกไฟล์ ถูกผูกกับ Opportunity เป็นไฟล์ข้อมูลประกอบให้กับ Opportunity จ๊ะ
15. หน้า People ดูรายชื่อสมาชิกผู้ใช้ Salesforce ทั้งหมดในองค์กรของเราได้ อยากจะส่ง Message หาใครก็เข้ามาส่งหน้านี้ได้เลย
16. หน้า Cases เมื่อลูกค้าเจอปัญหาหรือ Complaint อะไรมาที่บริษัท เซลล์ที่รับเรื่องต้องมาบันทึกที่ Cases ส่วนมากจะมีอีกคนนึงที่ดูแลเรื่อง Cases โดยเฉพาะ คอยแก้ปัญหาให้ลูกค้าเป็นกรณีพิเศษ
17. หน้า Products คือหน้าที่บริหารจัดการ ข้อมูลสินค้าและบริการของบริษัท ซึ่งจะเก็บแต่ข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเดียว และต้องเชื่อมกับชุดราคา (Price Books) ที่ใช้เก็บข้อมูลราคาของแต่ละ Products ซึ่งทางบริษัทมีได้หลายชุดราคา อาทิเช่น ชุดราคาสำหรับผู้ค้าปลีก สำหรับลูกค้าปลีก และชุดราคาสำหรับผู้ค้าส่งที่ราคาถูกกว่า สำหรับลูกค้าส่ง
ณ จุดนี้ เราก็พอรู้แล้วว่าใน Salesforce มีความสามารถอะไรบ้างแล้ว มาาา เรามาลองมาเริ่มเล่น Salesforce กัน
Leads คือจุดเริ่มต้นทุกอย่าง ว่าแล้วก็ลองใช้ Leads ซะเลย — กดที่ Tab “Leads”
สมมุติว่าวันนี้บริษัทเราไปออกงาน Expo มา ได้เจอเพื่อนใหม่ และกลับนามบัตรมาเยอะแยะเลย ถึงเวลากลับบ้านมา ว่างๆก็จัดการใส่เป็น Lead ซะเลย
กดปุ่ม New ด้านบนขวาได้เลยจ๊ะ
ก็จัดการกรอกแบบฟอร์ม ชื่อเพื่อนใหม่คนนั้นได้เลยจ๊ะ ใส่ข้อมูลให้ครบให้ได้มากที่สุดเลยนะจ๊ะ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เชื่อผมเถอะ
ตรง Lead Status มันน่าฉงนมาก แต่ต้องเลือกให้ถูกเวลาขายจะได้ง๊ายง่าย
อีกอันนึงที่สำคัญมาก ก็คือ Lead Source หรือ Channel วิธีที่ลูกค้าเข้ามารู้จักเรานั้นแหละ
สำคัญมากเลยนะ เพราะ Channel คือ 1 ในหัวใจสำคัญ 9 อย่างของการทำธุรกิจ (ลองหาพวก Business Model Canvas มานั่งอ่านนะจ๊ะ)
เลือกให้ถูก แล้วเราจะได้รู้ว่าช่องทางไหนได้ผล คุ้มค่าหรือไม่ สามารถคำนวณ ROI ได้เลย แล้วเราจะได้รู้ว่าเราควรลงทุนไปกับช่องทางนี้อีกหรือไม่
กรอกเสร็จแล้ว กด “Save” แล้วจะเข้ามาที่หน้ารายละเอียด Lead
จริงๆแล้ว วิธีการใส่ Lead มีได้หลายวิธี เราไม่ต้องใส่มือทุกครั้งก็ได้นะ เราสามารถสร้าง Form ไปแปะบนเว็บให้เจ้าตัวมากรอกให้เราเองก็ได้ หรือไม่ก็มีในไฟล์ Excel อยู่แล้ว ก็นำเข้าใส่ทีเดียวเข้ามาได้เลย
เข้ามาปุ๊ปเราจะเห็นส่วนบนกับส่วนล่าง
Lead Status อยู่ที่ New
ช่วยบ่งบอกว่า Lead Status ตอนนี้อยู่ที่ไหน แถบสีฟ้าอยู่นั้นก็คือ “New” หากสมมุติว่าเราได้โทรคุยกับ Lead คนนี้บ้างแล้ว เราอยากจะเปลี่ยน Lead Status จาก “New” เป็น “Working” ก็กดที่ “Working” หน้าตาก็จะเป็นข้างล่าง
แน่นะเฮ้ย ว่าจะเปลี่ยน Lead Status จาก New เป็น Working?
ถ้าเรามั่นใจแล้วว่าเราคลิ๊กถูกก็กดที่ “Mark as Current Status” (คอนเฟริ์มจ้า) ก็จะทำการเปลี่ยน Lead Status เป็น Working ให้เราทันที
เป็น Working แล้วจ้า
อันที่จริง ถ้าเราทำในส่วนของ New เสร็จแล้ว อยากจะเปลี่ยนสถานะเป็นขั้นถัดไปก็กดที่ “Mark Status as Complete” ก็พอ
ลงมาหน่อยก็จะแสดงผลข้อมูลสำคัญๆของ Lead นั้นในด้านซ้าย และคำแนะนำในขั้นตอนนี้ให้กับเซลล์ของเราคร่าวๆด้านขวา วิธีการที่เค้าแนะนำศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว ให้ทำอย่างไรให้ยอดขายของเราโตให้เร็วที่สุด อย่าช้า ลองทำดูเลย
เป็นส่วนที่ใช้บันทึกประวัติปฏิสัมพันธ์ที่เรามีกับ Lead ของเราอันนี้ ซึ่งก็เป็นไปได้หลายทาง สมมุติว่าเราได้ทำการโทรหา Lead คนนี้ ก็ทำการคลิ๊กที่ Log a call ได้เลย
บันทึกการโทรคุยกับ Lead ของเรา
สมมุติว่าเราได้โทรไปแล้วทราบว่า “ เค้าต้องการจะซื้ออุปกรณ์สร้างบ้านสำหรับบ้านของเค้าเองในจังหวัดปทุมธานี เค้าอยากจะทราบราคาซีเมนต์และหลังคาประมาณขนาด 100 ตารางเมตร” ก็กรอกเข้าไปในช่อง Comment ได้เลย
และเราก็ทำการกด “Save” เพื่อบันทึก ข้างล่างใน Past Activity (ประวัติการปฏิสัมพันธ์ก็ขึ้นมาดังภาพ
สมมุติว่า เราได้บอกเค้าว่าเราจะหาราคาให้เค้าแล้วส่งให้วันศุกร์นี้ เราก็ทำการสร้าง Tasks ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ตัวเองหรือเซลล์เพื่อนร่วมงานของเรารับงานนี้ไปทำให้ ก็ทำการกดที่ “New Task” ได้เลย
New Task งานที่เรา(หรือเพื่อนเรา ฮ่าๆ) ต้องทำ
ใส่ข้อมูลเข้าไปใน Subject, เลือกเวลางานต้องเสร็จ (Due Date), และเลือกเหยื่อ เฮ้ย! เพื่อนร่วมงานที่มีหน้าที่ต้องไปทำที่ Assigned To แล้วกด Save
เมื่อบันทึกเสร็จระบบก็จะอัพเดท
ในหน้า Tasks ของเพื่อนคนนั้นก็มีงานเด้งขึ้นมาต้องทำ และอีกทั้งยังส่งอีเมล์บอกเพื่อนคนนั้นให้ด้วยนะครับ
งานเข้าแล้ว!
สมมุติว่า เราได้บอกเค้าว่าเราจะเจอเค้าที่ไซด์งาน และพร้อมกับจะนำ Catalog ไปให้เค้าดูด้วย ในวันจันทร์นี้ เวลาประมาณ 13.00 น. เราก็ทำการสร้าง Event ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ตัวเองหรือเซลล์เพื่อนร่วมงานของเรารับงานนี้ไปทำให้ ก็ทำการกดที่ “New Event” ได้เลย
กรอกข้อมูลไปตามระเบียบ แล้วก็กด Save ระบบก็จะ Update ตามระเบียบ
ปฏิสัมพันธ์เต็มไปหมดเลย
เราเข้าไปดู Event ของเราที่เราต้องไปได้ที่ หน้า Calendars (เข้าไปดูข้อมูลผ่านแอพมือถือ Salesforce ก็ได้เหมือนกันนะเออ)
ต้องรีบไปหาลูกค้าซะแล้วว
Salesforce สามารถเชื่อมต่อกับ Google Calendar ได้ด้วยนะครับ Sales ของท่านเข้ามาดู Event งานของ Salesforce จากใน Google Calendar ได้เลย
สมมุติว่าเราอยากจะส่งราคาให้ลูกค้าของเราผ่านทาง E-mail เราก็เพียงคลิ๊กที่ปุ่ม E-mail แล้วก็…
ส่งอีเมล์หาลูกค้า
พิมพ์ข้อมูลอีเมล์ตามปกติ หากต้องการใส่ไฟล์ รูป อะไรก็คลิ๊กที่รูป คลิปหนีบกระดาษที่ด้านซ้ายล่างได้เลย เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็กด “Send”
เราก็สามารถส่งและเก็บบันทึกอีเมล์ผูกไว้กับ Lead ไปได้พร้อมๆกัน
ส่งเมล์ได้จริงๆนะ
Salesforce สามารถเชื่อมต่อกับ E-mail ของ Google Apps (GMAIL)ได้ด้วยนะครับ Sales ของท่านเข้ามาเขียน E-mail คุยกับลูกค้าจากใน Salesforce ได้เลย และเมื่อลูกค้าตอบมา มันจะเด้งใน Salesforce ให้ด้วยครับ
ในแถบ CHATTER ใช้เพื่อให้ Sale คุยกันเองภายในบริษัท เกี่ยวกับ Lead นี้ มันจะคอยรวบรวมการเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างไว้ในหน้านี้ หน้าเดียว ให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างไว้อย่างง่ายดาย
แชร์อะไรก็ได้
กด Save แล้วทุกคนจะเข้ามาเห็น กด Liked ได้ด้วยนะ
ในแถบ Details จะแสดงข้อมูลทุกอย่างแบบละเอียดของ Leads นั้นๆ สามารถแก้ไขได้ด้วยนะ สมมุติว่าเราเพิ่งรู้ว่าลูกค้าเปลี่ยนเบอร์ เราก็สามารถมาอัพเดทในนี้
เราก็ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ง้อไปเรื่อยๆ จนลูกค้าตัดสินใจจะยอมซื้อของจากเราล่ะก็ เราจะได้ปรับสถานะของ Lead นี้ไปเป็น Qualified (จีบสำเร็จ) และแปลงสภาพเป็น Opportunity
ฮู่เล่!
การ Convert จาก Lead ไปสู่ Opportunity
Convert จาก Lead สู่ Opportunity
สามารถทำได้หลายทาง ทางที่ชัดเจนที่สุดก็คือกดปุ่ม Convert จากมุมบนขวาของหน้ารายละเอียด Lead
หากอื่นๆ ที่ทำได้ทางอื่นก็แค่เปลี่ยน Lead Status เป็น Qualified ก็จะมีค่าเหมือนกับกดปุ่ม Convert นี้เช่นกัน
เมื่อกดแล้วจะมี Popup โผล่ขึ้นมาดังนี้
Popup ในการเปลี่ยนแปลงจาก Lead ไปยัง Oppotunity
ตั้งชื่อ “โอกาสที่เรากำลังจะขาย (Opportunity)” ขึ้นมาใหม่ โดยการกรอกที่ช่อง Opportunity Name อาทิเช่น “ซื้อหลังคาและปูน สำหรับบ้านใหม่ที่ ซ. คลองหลวง 26” และกด Convert เราก็จะได้ Opportunity ตัวใหม่ที่แปลงข้อมูลจาก Lead ตัวนี้ถูกบันทึกเข้าระบบมาแล้ว
หน้าจอ Confirm ที่แปลงสภาพ Lead เป็น Opportunity แล้ว
โอกาสที่เราจะขายได้มาถึงแล้ว ถ้ายังไม่มีการขาย อย่าเอามาไว้ที่ Opportunity ถ้ายังจีบไม่สำเร็จ จงกลับไปเป็น Lead เหมือนเดิมซะ
หลายคนอาจจะถามว่า ทำไมต้องแยกขนาดนั้นเลยหรอ ปนๆกันไปไม่ได้หรอ ใช่ครับห้ามปนกันเด็ดขาด Lead กับ Opportunity นี่ใช้กลยุทธ์การคุยลูกค้ากันคนละขั้วเลย บริษัทส่วนมากเราจะแบ่งกันสองทีมด้วยซ้ำ คนไหนนิสัยดี พูดเพราะ น่ารัก ดูแลเก่ง เอาอกเอาใจเป็น ก็ไปอยู่ทีม Lead (ทีมนางฟ้า) คนไหนจับจุดลูกค้าเก่ง รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร อ่านออกว่ามีงบเท่าไร่ สามารถบีบคนหัวใจเป็น ต่อรองขั้นเทพ ก็ต้องไปอยู่ทีม Opportunity (ทีมนางมาร) ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า
แน่นอนเหมือนลูกค้าเปลี่ยนจาก Lead เป็น Opportunity แล้ว จากเป้าหมายเพื่อ “การเอาอกเอาใจ” ก็กลายเป็นเป้าหมายเพื่อ “การปิดดิล” ส่งไม้ จากทีมนางฟ้า ไปยังทีมนางมารไปโดยบัดดล
กดแถบ “Opportunities” ที่เมนูด้านบนได้เลย
Opportunities มาแล้วจ้า
เราจะเห็นรายการ Opportunity ทั้งหมด รวมถึงรายการ Opportunity ที่แปลงมาจาก Lead จากคราวที่แล้ว เรามาเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยการสร้างใหม่ (เราสามารถสร้าง Opportunity ได้โดยตรงเลยนะ โดยที่ไม่ต้องผ่านเป็น Lead มาก่อน สมมุติว่าเราเจอลูกค้าที่เข้ามาคุยครั้งแรกที่พร้อมซื้อของกับเราเลย — Jackpot!!) กดปุ่ม New ที่ด้านขวาบน ได้เลย
หน้าสร้าง Opportunity
ก็จัดการกรอกแบบฟอร์ม ใส่รายละเอียดโอกาสที่เราจะขายครั้งนี้ได้เลยจ๊ะ ใส่ข้อมูลให้ครบให้ได้มากที่สุดเลยนะจ๊ะ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เชื่อผมเถอะ
เสร็จแล้วก็กด “Save” ได้เลย
Salesforce แบ่งงานขายเป็น 5 สถานะด้วยกัน
เมื่อเราบันทึกเสร็จแล้ว เราก็จะเห็นหน้ารายละเอียดดังภาพ
หน้ารายละเอียด Opportunity
หน้าตาคล้ายๆกับหน้า Lead เลย ผมมั่นใจว่าทุกท่านเริ่มใช้เป็นแล้ว
หน้านี่เราแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนบนและส่วนล่าง
คล้ายๆกับ แถบ Lead Status ที่เรากล่าวมาแล้ว สามารถเปลี่ยน Stage ของ Opportunity นั้นๆได้โดยการคลิ๊กที่ Stage ที่ต้องการและคลิ๊กปุ่ม “Mark as Current Stage” ที่ด้านขวามือหรือคลิ๊กที่ปุ่ม “Mark Stage as Complete” เพื่อไปยัง Stage ถัดไป
แถบ Opportunity Stage
ลงมาดูที่ครึ่งล่างของหน้าจอ ภายใต้แถบ Activity เราจะเห็น Log a call, New Task, New Event, และ E-mail การใช้งานเหมือนกับตอนใช้ Lead ทุกประการ (หากใครยังไม่ได้ลองใช้ สามารถย้อนขึ้นไปอ่านที่หัวข้อ “ส่วนล่างของหน้ารายละเอียด Lead ” ได้เลยครับ)
สมมุติว่าลูกค้าโทรมาขอสั่งซื้อ เหล็กแท่งกลม 10 ตัน พร้อมขอใบเสนอราคา ภายในวันที่ 10 มค. 60 แสดงว่า Opportunity นี้ถึงสถานะ Proposal แล้วเราก็จะทำการบันทึกดังนี้
บันทึกการโทร Log a call
2. ในแถบ Log a call ลงบันทึกว่า “ลูกค้า โทรมาขอสั่งซื้อ เหล็กแท่งกลม 10 ตัน พร้อมขอใบเสนอราคา ภายในวันที่ 10 มค. 60” เมื่อกด Save ปฏิสัมพันธ์จะถูกบันทึกไว้ดังข้างล่าง ทำให้คนทั้งบริษัทสามารถเข้ามาติดตามได้
ใน Past Activity จะรวบรวมประวัติปฏิสัมพันธ์ไว้ทั้งหมด Sale คนไหนมาทำงานต่อ ก็สามารถเข้าใจงาน และทำต่อได้
3. สร้าง Task งานเข้ามาใหม่ให้ตัวเองหรือ Sale คนอื่น (ฮี่ ฮี่)
แบ่งงานกันทำ ฮี่ ฮี่
4. ผูกข้อมูล Product ไว้กับ Opportunity ไว้ด้วย ที่แถบด้านขวาล่างก็จะเห็นเป็นแถบ Product ซึ่งสามารถเลือก Product ที่เกี่ยวข้องกับ Opportunity นี้ ทำให้เราสามารถดูได้ว่า Products นี้ถูกสั่งใน Opportunity ไหนบ้าง เวลาทำ Report สินค้าขายดีขึ้นมา เราจะได้สามารถดูได้จาก Salesforce ได้เลยทันที
ผูก Products ไว้กับ Opportunity ด้วย
เพื่อนของเราก็จะได้ E-mail แจ้งเตือน พร้อมกับ Notification ใน Salesforce ถึงงานที่ต้องทำ เมื่อมีปฏิสัมพันธ์ใหม่ๆจากลูกค้าเข้ามา ทั้งทีมก็ช่วยกันทำงานไปเรื่อยๆ แบบครั้งต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้การขายนี้ประสบความสำเร็จ (Closed Won)
แต่หากสถานการณ์ไม่เป็นใจ หากคุยพิจารณาดูแล้ว งานนี้ไม่น่าจะสำเร็จ เสียเวลาและทรัพยากรที่จะลงไป ไม่คุ้มค่ากัน เราก็ควรลงไว้ว่างานนี้ไม่ประสบความสำเร็จ (Closed Lost) ระบบก็จะถามถือสาเหตุของการที่ไม่ประสบความสำเร็จ และทำให้ทีมเรียนรู้ถึงสาเหตุและสถิติในการปรับปรุงการขายอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็น Closed Won หรือ Closed Lost เราก็ต้องปิดดิลเข้าซักวัน เพื่อให้ทีมเซลล์โฟกัสกับโอกาสการขายใหม่ๆ
วิธีการปิดดิลนั้นแสนง่าย แค่เปลี่ยนสถานะของการขายแถบด้านบนเป็นยัง Closed โดยการคลิ๊กที่ Closed ในแถบ Stage แล้วกด “Select Closed Stage”
วิธีการปิดดิล
ระบบก็จะมี Popup โผล่ขึ้นมาว่าเป็น Closed Won หรือ Closed Lost
Closed Won เยสสสสสส!
หากเป็น Closed Won ก็ยินดีด้วย เราขายได้ ดิลนี้ปิดสำเร็จ เยสสสสส ป่ะจัดปาร์ตี้กัน เลือก Closed Won แล้วกดปุ่ม Save สถิติการขายก็จะถูก Update ว่าเดือนนี้เรามียอดขายเพิ่มในหน้าหลัก (Home), หน้า Chatter แจ้งให้ทุกคนทราบและหน้า Dashboard
Closed Won!
ยอดขายอัพเดทแล้ว
แต่ถ้าเป็น Closed Lost ระบบก็จะให้กรอกถึงเหตุผลว่าทำไมเราถึงเสียโอกาสนี้ไป เก็บเป็นสถิติ ทำให้เราเรียนรู้ พร้อมแก้ปัญหาให้ลดจำนวนการเสียโอกาสอีกต่อไป
บล็อกนี้เป็นบล็อกที่เขียนยาวที่สุดในชีวิตบล็อกนึงก็ว่าได้ ระบบ CRM อย่าง Salesforce สามารถช่วยผลักดันยอดขายของธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว, มหาศาลและทำให้ลูกค้าประทับใจได้ด้วยเหตุผลหลักๆ 3 ข้อใหญ่
หากธุรกิจที่ไหนสนใจอยากจะใช้ CRM เพื่อเพิ่มยอดขายของธุรกิจท่าน ผมก็แนะนำว่าควรลองเริ่มใช้ได้เลยครับ ผมมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแน่นอน ขอให้ธุรกิจของท่านเจริญรุ่งเรืองครับ
¹ http://www.softwareadvice.com/resources/the-10-most-popular-crm-products/
Post นี้สำหรับพนักงาน iApp ใหม่ทุกท่าน ที่ทุกคนต้องได้คือ 0, 1, 7
ถ้าสาย Mobile App ต้อง 2,3 (5 — Optional)
ถ้าสาย Web Front End ต้อง 2 (5 — Optional)
ถ้าสาย Web Back End ต้อง 4,6 (5 — Optional)
Warning สาย Web Back End กำลังจะตกงานนะจ๊ะ (อยากรอดต้องเป็น Firebase จ๊ะ 5)
0. Git
ถ้า Git ยังไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย
ก่อนจะเริ่ม React ได้ ต้องเขียนภาษา ES6 ให้โปรเสียก่อน
แนะนำ Course ของ Udemy เป็นหลักและอ่าน Blog ของผมและ AirBnb ผ่านๆ
แนะนำให้ทวนตามใน Blog ของผมด้วย จะได้เขียนถูก Style ตามหลัก Airbnb https://github.com/airbnb/javascript
2. React & Redux
แนะนำอ่านชุดบทความของ babel coder มาก่อน (ทบทวน Webpack และ Babel ด้วย) แล้วต่อด้วยของ Udemy มี 2 เจ้าจะเอาของ Stephen Grider หรือ Leonardo Daniel ก็ได้ ต่อด้วยใช้ BoilerPlate ของ React-Production-Starter ให้เป็น หรือแต่งสดเองก็ได้
3. React-Native + Firebase
ลองเล่นของ Udemy ก่อน แต่ไม่ค่อยครบ แล้วอ่านของ FormInit ให้พื้นฐาน React, Redux ให้แน่น แล้วมาจบด้วยของผมที่เล่น Module ครบถ้วนที่สุด อันสุดท้ายสร้าง App ด้วย IgniteJS ต่อด้วยสามารถทำ Firebase ได้
4. สาย Server, NodeJS, Express, MongoDB, AngularJS
ดูเหมือนของ Code School จะตรงสุด ตามด้วยเรียนรู้ให้ the MEAN stack ให้เป็น เพิ่มพวก MongoDB, Mongoose, AngularJS และ Gulp ด้วยการอ่าน Doc และสุดท้ายใช้ generator-angular-fullstack ให้เป็น
5. สาย Firebase (Serverless)
6. สาย Server
7. Tools ที่บริษัทใช้
Build native mobile app in iOS and Android in Single codebase by JavaScript programming language backed by Facebook.
Course Directory
This is a bit strange that we are talking about the Startup Pitching in the mobile app development course. But believe me, to success in the mobile app business, you need to know a lot about the business, not only the tech parts. This lecture, I summarized how to make the correct pitching deck. The Pitch deck is the core material that you need to send to your prospect investors to get funded. Moreover, it is the main visualizer to your audiences when you are pitching on the stages in the startup pitching competitions. After that, I summarized the core knowledge about tech startup especially in the Lean Startup that every tech-entrepreneur need to know, which help you save the ton of time in exploring about it by yourself.